เบื้องหลังม่านสงคราม: การเดินทางของ ENIAC สู่การปฏิวัติการคำนวณของมนุษย์

By KDBEER | Last updated Jan 13, 2026
เบื้องหลังม่านสงคราม:-การเดินทางของ-ENIAC-สู่การปฏิวัติการคำนวณของมนุษย์-6965b13c7d46d4650f0327b2

เมื่ออดีตผลิบานสู่ปัจจุบัน: ก้าวแรกของโลกดิจิทัล

ในยุคสมัยที่เราพกพาขุมกำลังแห่งการคำนวณไว้ในอุ้งมือ ผ่านอุปกรณ์ขนาดกะทัดรัดที่ทรงพลังเหนือจินตนาการ ใครจะเชื่อว่าครั้งหนึ่งการคำนวณอันซับซ้อนต้องอาศัย 'เครื่องจักร' ที่ใหญ่โตมโหฬาร กินพื้นที่ห้องโถงกว้าง และใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล เพื่อทำสิ่งที่ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์พกพาสามารถทำได้ในเสี้ยววินาที นั่นคือเรื่องราวของ ENIAC ครับ จุดกำเนิดแห่งยุคดิจิทัล ที่ไม่ได้เป็นเพียงการประดิษฐ์ หากแต่คือร่องรอยแห่งความทะเยอทะยานของมนุษย์ ที่ฝากรอยจารึกอันลึกซึ้งไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยี

การเดินทางของเราในวันนี้ จะพาคุณย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายและนวัตกรรม เพื่อสำรวจ ‘หัวใจ’ แห่งการคำนวณที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปตลอดกาล

ไฟสงครามและประกายความคิด: จุดเริ่มต้นของยักษ์ใหญ่

ท่ามกลางเปลวเพลิงของสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1939-1945) ความต้องการในการคำนวณวิถีกระสุนปืนใหญ่ (Ballistic Trajectories) อย่างแม่นยำและรวดเร็วได้กลายเป็นภารกิจเร่งด่วน การคำนวณเหล่านี้ในขณะนั้นต้องอาศัย 'คอมพิวเตอร์มนุษย์' (Human Computers) จำนวนมาก ซึ่งใช้เวลาเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ในการสร้างตารางการยิงอันยาวเหยียด

ณ Moore School of Electrical Engineering แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ในฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย แนวคิดอันกล้าหาญได้ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1943 โดยนักฟิสิกส์นาม จอห์น เมาชลี (John Mauchly) ผู้เสนอแนวคิดในการสร้างเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ความเร็วสูง ตามมาด้วย จ. เพรสเปอร์ เอ็กเคิร์ต จูเนียร์ (J. Presper Eckert Jr.) วิศวกรไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญ ที่เข้ามาเป็นหัวหน้าทีมวิศวกรรมในการเนรมิตแนวคิดให้เป็นจริง ด้วยการสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้โครงการลับที่มีชื่อรหัสว่า 'Project PX' มหากาพย์แห่งการสร้าง 'สมองกลอิเล็กทรอนิกส์' จึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง แม้มันจะสร้างไม่ทันช่วงเวลาสงคราม แต่มันได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของสงครามเย็น (Cold War) และถูกนำไปใช้ในโครงการระเบิดไฮโดรเจนแทนในเวลาต่อมา

มหาสมุทรแห่งสุญญากาศ: สถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนโลก

ENIAC หรือ Electronic Numerical Integrator and Computer ไม่ใช่เพียงเครื่องจักร แต่คืออาคารอิเล็กทรอนิกส์ขนาดย่อม มันกินพื้นที่กว่า 1,800 ตารางฟุต (ประมาณ 167 ตารางเมตร) หนักถึง 30 ตัน และประกอบด้วยหลอดสุญญากาศ (Vacuum Tubes) ถึง 17,468 หลอด ไดโอดคริสตัล 7,200 ตัว รีเลย์ 1,500 ตัว พร้อมกับข้อต่อบัดกรีด้วยมือกว่า 5 ล้านจุด คิดดูว่าทุกครั้งที่เครื่องทำงาน หลอดสุญญากาศเหล่านี้จะส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวในจักรวาลย่อมๆ

พลังงานที่ใช้ก็มหาศาลถึง 150 กิโลวัตต์ ซึ่งเพียงพอจะทำให้ไฟในบ้านเรือนย่านฟิลาเดลเฟียหรี่ลงได้เล็กน้อยในยามที่มันทำงานเต็มที่ แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็คุ้มค่า ด้วยความสามารถในการบวกเลข 5,000 ครั้งต่อวินาที และคูณเลขได้ 357 ครั้งต่อวินาที มันสามารถคำนวณวิถีกระสุนที่กินเวลา 60 วินาที ได้ภายใน 30 วินาที เร็วกว่า 'คอมพิวเตอร์มนุษย์' หลายร้อยเท่า นี่คือความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การคำนวณของมนุษย์

หัวใจการคำนวณ: เมื่อคอมพิวเตอร์ยังนับเลขฐานสิบ

สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างของ ENIAC คือมันไม่ได้ทำงานด้วยระบบเลขฐานสอง (Binary) 0 กับ 1 เหมือนคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน แต่มันถูกออกแบบมาให้ประมวลผลด้วย "เลขฐานสิบ" (Decimal) เหมือนที่มนุษย์เราใช้นับนิ้วมือนี่แหละครับ

วิศวกรใช้เทคนิคที่เรียกว่า Ring Counter โดยใช้หลอดสูญญากาศ 10 หลอดเพื่อแทนค่าตัวเลข 0-9 ในหนึ่งหลัก ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าเราต้องการเก็บค่าเลข 10 หลัก เราต้องใช้หลอดสูญญากาศจำนวนมหาศาลขนาดไหน นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ ENIAC มีขนาดมหึมาและกินไฟเท่าโรงงาน แม้มันจะมี "หน่วยความจำ" (Accumulators) ที่เก็บตัวเลขได้เพียง 20 ชุด (เทียบเท่ากับข้อมูลไม่กี่ร้อย Bytes) แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะปฏิวัติความเร็วในการคำนวณของโลกในยุคนั้น

ผู้บุกเบิกและผู้ปิดทองหลังพระ: เบื้องหลังการทำงาน

เบื้องหลังความสำเร็จของ ENIAC ไม่ได้มีเพียงเมาชลีและเอ็กเคิร์ตเท่านั้น แต่ยังมีผู้คนมากมายที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์นี้ อาทิ เฮอร์มัน โกลด์สไตน์ (Herman Goldstine) นายทหารผู้เป็นตัวกลางสำคัญในการจัดหาทุนและการประสานงานกับกองทัพ

และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ 'คอมพิวเตอร์มนุษย์' ที่กลายมาเป็น 'โปรแกรมเมอร์' รุ่นแรกของโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง หรือที่รู้จักกันในนาม 'The ENIAC Six' ประกอบด้วย แคทลีน แอนโทเนลลี (Kathleen Antonelli), ฌอง บาร์ติก (Jean Bartik), เบ็ตตี้ โฮลเบอร์ตัน (Betty Holberton), มาร์ลีน เมลท์เซอร์ (Marlyn Meltzer), ฟรานเซส สเปนซ์ (Frances Spence) และ รูธ ไทเทลบอม (Ruth Teitelbaum) พวกเธอเหล่านี้รับหน้าที่ 'เขียนโปรแกรม' ให้กับ ENIAC ด้วยการเชื่อมต่อสายเคเบิล (Patch Cables) นับพันเส้น และปรับตั้งสวิตช์ต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความแม่นยำและตรรกะอันซับซ้อนอย่างยิ่ง บ่อยครั้งที่ความสำเร็จของพวกเธอมักถูกมองข้าม แต่หากปราศจากความรู้ความสามารถของพวกเธอ ENIAC ก็คงเป็นเพียงกองเหล็กและหลอดสุญญากาศที่ไร้ชีวิต

Two women programmers preparing a computer to be demonstrated.
เบื้องหลังม่านสงคราม: การเดินทางของ ENIAC สู่การปฏิวัติการคำนวณของมนุษย์

เหนือกว่าสงคราม: การใช้งานที่กว้างไกล

แม้ ENIAC จะถูกคิดค้นขึ้นเพื่อสนับสนุนภารกิจทางการทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน ค.ศ. 1945 การประดิษฐ์อันน่าทึ่งนี้กลับไม่ได้หมดความสำคัญลง ตรงกันข้าม ENIAC ถูกเปิดตัวต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 และถูกนำไปใช้งานในภารกิจที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในยุคหลังสงคราม

งานสำคัญแรกๆ ของมันคือการคำนวณที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการระเบิดไฮโดรเจนที่ Los Alamos ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ไขปัญหาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่ซับซ้อน บทบาทของ ENIAC ได้ขยายจากสนามรบไปสู่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบุกเบิกยุคสมัยแห่งการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยการคำนวณ

การเปิดตัวและจุดเปลี่ยน: กำเนิดยุคดิจิทัล

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 ณ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย คือช่วงเวลาที่ ENIAC ถูกเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกอย่างเป็นทางการ มันคือภาพของอนาคตที่จับต้องได้ ณ ที่แห่งนั้น ผู้คนได้เห็น 'ยักษ์ใหญ่' ทำงานด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ เป็นการประกาศก้องว่ายุคสมัยที่การคำนวณถูกจำกัดด้วยขีดความสามารถของมนุษย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว

การมาถึงของ ENIAC ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาทางเทคนิคเท่านั้น แต่มันคือการ 'เปลี่ยนกระบวนทัศน์' เป็นครั้งแรกที่มนุษย์มีเครื่องมือที่สามารถคำนวณปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างอัตโนมัติด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ เป็นจุดเริ่มต้นของการ 'ปฏิวัติข้อมูลข่าวสาร' ที่จะส่งผลสะเทือนไปทั่วโลกในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ENIAC ได้จุดประกายความฝันถึงโลกที่คอมพิวเตอร์จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันอย่างไม่เคยมีมาก่อน (แม้ว่า ณ ตอนนั้น คงไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเล็กลงเท่าฝ่ามือได้!)

มรดกที่ทิ้งไว้: รากฐานแห่งนวัตกรรม

ENIAC ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถูกปลดประจำการอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1955 ณ Aberdeen Proving Ground รัฐแมริแลนด์ หลังจากรับใช้ชาติและวงการวิทยาศาสตร์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ แต่มรดกที่มันทิ้งไว้นั้นยังคงอยู่และเติบโต

ENIAC ไม่เพียงแค่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการสร้างคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนาเครื่องจักรยุคถัดไป อาทิ EDVAC และเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด 'โปรแกรมที่ถูกจัดเก็บ' (Stored-Program Concept) ที่เสนอโดย จอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ชิ้นส่วนของ ENIAC บางส่วนยังคงถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก รวมถึงที่ Smithsonian National Museum of American History และ University of Pennsylvania เพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงจุดเริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ของยุคดิจิทัลที่เราอาศัยอยู่

View generated image
เบื้องหลังม่านสงคราม: การเดินทางของ ENIAC สู่การปฏิวัติการคำนวณของมนุษย์

ร่องรอยแห่งอดีต: แหล่งกำเนิดแห่งความก้าวหน้า

เมื่อมองย้อนกลับไป เราจะเห็นว่า ENIAC ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องคำนวณขนาดใหญ่ แต่คือสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณการสำรวจและแสวงหาความรู้ของมนุษย์ มันคือหลักฐานยืนยันว่าจากความต้องการเร่งด่วนในยามสงคราม มนุษย์สามารถสร้างนวัตกรรมที่พลิกโฉมหน้าอารยธรรมได้

ร่องรอยของ ENIAC ยังคงอยู่ในทุกๆ การคลิก ทุกๆ การประมวลผลของสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก หรือเซิร์ฟเวอร์ที่เราใช้งานในวันนี้ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของมันจึงไม่ต่างอะไรกับการทำความเข้าใจรากเหง้าของโลกดิจิทัลที่เราอยู่ ผมขอเชิญชวนให้คุณมองข้ามเปลือกนอกของเทคโนโลยีในปัจจุบัน แล้วซึมซับเรื่องราวของผู้บุกเบิกที่กล้าหาญ ผู้ที่จุดประกายแสงแรกของโลกดิจิทัล โลกที่ความทะเยอทะยานและมันสมองของมนุษย์ได้สร้าง 'สมองกล' ที่เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างไปตลอดกาล