RESEARCH / FUTURE TECH

DARPA ทุ่มงบ 73 ล้านดอลลาร์ พัฒนาเลือดเทียมแบบแห้งเพื่อใช้ในสมรภูมิ

MIT Technology Review14 Oct 2026
1 min read
Key Takeaways
  • สหรัฐฯ กำลังพัฒนาเลือดสังเคราะห์แบบผงที่เก็บได้นานโดยไม่ต้องแช่เย็น เพื่อให้สามารถให้เลือดผู้บาดเจ็บได้ทันเวลาในทุกสภาพแวดล้อม

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

นวัตกรรมนี้สามารถพลิกโฉมการปฐมพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล ไม่ใช่แค่ในสนามรบแต่รวมถึงในกรณีอุบัติเหตุทางถนนหรือพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงคลังเลือดแบบแช่เย็นได้ยาก

ความขาดแคลนเลือดเป็นปัญหาใหญ่ทั้งในภาคพลเรือนและทหาร โดยเฉพาะในสมรภูมิที่ 90% ของการเสียชีวิตที่ป้องกันได้เกิดจากการตกเลือด DARPA จึงได้เปิดตัวโครงการ RAPIID (Resuscitation and Prevention of Ischemia-induced Dysfunction) ด้วยงบประมาณ 73 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาส่วนประกอบของเลือดที่เสถียรในอุณหภูมิปกติ (Shelf-stable) ประกอบด้วย พลาสม่า เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดแดงสังเคราะห์

ความท้าทายหลักอยู่ที่การทำให้ส่วนประกอบเหล่านี้อยู่ในรูปแบบแห้ง (Freeze-dried) เพื่อให้พกพาได้ง่ายและพร้อมใช้งานทันทีภายใน '36 นาทีทอง' ซึ่งเป็นเวลาวิกฤตที่ผู้บาดเจ็บต้องได้รับเลือดเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต โดยโครงการนี้ต่อยอดมาจากงานวิจัยก่อนหน้าและตั้งเป้าที่จะนำผลิตภัณฑ์เลือดเทียมแบบแห้งเข้าสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ปฏิบัติการภายในปี 2029 โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ FDA เพื่อทดสอบความปลอดภัย

สรุปประเด็นหลัก

DARPA เริ่มโครงการ RAPIID เพื่อสร้างเลือดเทียมแบบแห้ง (Plasma, Platelets, RBCs)

เป้าหมายคือผลิตภัณฑ์ที่เก็บในอุณหภูมิห้องได้นานและพร้อมใช้งานทันทีในสนามรบ

ตั้งเป้าเริ่มใช้งานจริงในปี 2029 เพื่อลดการเสียชีวิตจากการเสียเลือดภายใน 36 นาทีแรก

นวัตกรรมและเทคโนโลยี

research

Freeze-dried Blood Components

การทำให้ส่วนประกอบของเลือดอยู่ในรูปของผงที่สามารถเก็บรักษาได้นานและผสมใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ตู้แช่แข็ง

research

Synthetic Hemoglobin Carriers

การพัฒนาตัวนำพาออกซิเจนเลียนแบบเม็ดเลือดแดงที่ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบหลอดเลือดและอวัยวะ

Developer Impact
งานวิจัยนี้ส่งผลต่อวิศวกรชีวการแพทย์และทีมวิจัยด้านวัสดุศาสตร์ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการทดสอบทางคลินิกที่ต้องผ่านเกณฑ์เข้มงวดของ FDA
Keywords
#synthetic blood #darpa #rapiid #medical tech #biotech
Original Source

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวหลัก

MIT Technology Review