CLOUD & INFRA

Microsoft เปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานยุค Frontier: Maia 300, Cobalt 200 และระบบเครือข่าย AI

Microsoft Azure Blog13 Oct 2026
1 min read
Key Takeaways
  • Microsoft กำลังสร้างระบบนิเวศฮาร์ดแวร์ของตัวเองตั้งแต่ชิปประมวลผล ซีพียู ไปจนถึงระบบเครือข่ายและระบบความปลอดภัย

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

การพัฒนาชิปและระบบเครือข่ายเองช่วยให้ Microsoft สามารถควบคุมต้นทุนและประสิทธิภาพของบริการ AI ได้ดีกว่าการพึ่งพาฮาร์ดแวร์มาตรฐานเพียงอย่างเดียว

Microsoft มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ผสานรวมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์เพื่อรองรับงาน AI ระดับสูง โดยเปิดตัว Azure Maia 300 ที่ให้ประสิทธิภาพการประมวลผลโทเค็นต่อวัตต์ดีขึ้น 40% และซีพียู Cobalt 200 ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานประเภท AI Agent โดยเฉพาะ ซึ่งช่วยลดความล่าช้า (Latency) ในการเรียกใช้งานเอเจนท์ลงได้ถึง 33%

นอกจากด้านประมวลผลแล้ว ยังมีการแนะนำเทคโนโลยีเครือข่าย Multipath Reliable Connection (MRC) ที่พัฒนาบนพื้นฐาน Ethernet สำหรับ AI ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อจีพียูได้มากกว่า 100,000 ตัว และการผลักดันมาตรฐานเปิดอย่าง Project Tessera (Integrated HSM) เพื่อความปลอดภัยในระดับฮาร์ดแวร์ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบที่ปรับแต่งมาให้เหมาะสมกับภาระงานจริงในโปรดักชันของลูกค้า

สรุปประเด็นหลัก

Maia 300 เพิ่มประสิทธิภาพโทเค็นต่อวัตต์ 40% เมื่อเทียบกับระบบ GPU ชั้นนำ

Cobalt 200 ซีพียูสำหรับ Agentic Workload โดยเฉพาะ ลด Latency ได้ 33%

MRC และ OCI MSA เป็นมาตรฐานเครือข่ายใหม่เพื่อการเชื่อมต่อ AI ระดับแสนยูนิต

นวัตกรรมและเทคโนโลยี

infrastructure

Cobalt 200 CPU

ซีพียูประสิทธิภาพสูงที่ปรับแต่งมาเพื่อลดความหน่วงในงานประมวลผลของ AI Agent

infrastructure

Multipath Reliable Connection (MRC)

การออกแบบเครือข่าย Ethernet ใหม่เพื่อกระจายทราฟฟิก AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสถียร

infrastructure

Azure Boost DPU

ชิปประมวลผลข้อมูลที่ช่วยลดภาระของซีพียูในงานด้านความปลอดภัยและเครือข่าย

Developer Impact
ทีมวิศวกรแพลตฟอร์มจะสามารถรันแอปพลิเคชัน AI Agent ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยซีพียูและเครือข่ายที่ออกแบบมาเพื่อลดปัญหาขวดโขลกข้อมูล
Keywords
#azure #cobalt 200 #maia 300 #ai networking #hsm
Original Source

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวหลัก

Microsoft Azure Blog