CLOUD & INFRA

สหรัฐฯ แบนแบตเตอรี่จีนในระบบกักเก็บพลังงานระดับโครงข่ายเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

MIT Technology Review10 Sep 2026
1 min read
Key Takeaways
  • สหรัฐฯ ยกระดับการกีดกันเทคโนโลยีพลังงานจากจีนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการต้องเร่งหาแหล่งผลิตอื่นและรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

การตัดขาดจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่ราคาถูกของจีนอาจส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในสหรัฐฯ ล่าช้าลงและมีต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะสั้น แต่เป็นการเดิมพันเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศสภาวะฉุกเฉินระดับชาติเพื่อสั่งแบนการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (BESS) ที่ผลิตโดยต่างประเทศที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยเฉพาะจากประเทศจีน การเคลื่อนไหวครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่แบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ และหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่

นอกจากคำสั่งแบนโดยตรง ยังมีการปรับปรุงนโยบายภาษีในปี 2025 ที่กำหนดว่าโครงการใหม่ในปี 2026 ต้องมีสัดส่วนต้นทุนวัสดุจากนอกประเทศจีนไม่น้อยกว่า 55% จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แม้ความพยายามนี้จะมุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ แต่ความท้าทายหลักคือต้นทุนการผลิตในสหรัฐฯ ที่ยังคงสูงกว่าจีนมาก และการผลิตในประเทศอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการจนกว่าจะถึงทศวรรษหน้า

สรุปประเด็นหลัก

คำสั่งฉุกเฉินแบนการใช้แบตเตอรี่จีนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง

เงื่อนไขภาษีใหม่กำหนดสัดส่วนวัสดุนอกประเทศจีน 55% สำหรับโครงการที่จะเริ่มในปี 2026

ต้นทุนการผลิตในสหรัฐฯ ยังสูงกว่าจีน และคาดว่าจะผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการจริงในช่วงปี 2030 เป็นต้นไป

นวัตกรรมและเทคโนโลยี

infrastructure

Domestic Battery Supply Chain

ความพยายามในการสร้างฐานการผลิตแบตเตอรี่ในสหรัฐฯ โดยกลุ่มบริษัทอย่าง LG Energy Solutions, Samsung SDI และ Ford

Developer Impact
วิศวกรและผู้ดูแลโครงการพลังงานหมุนเวียนต้องปรับกลยุทธ์การจัดซื้อ (Sourcing) และการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับอุปกรณ์จากผู้ผลิตในสหรัฐฯ หรือประเทศพันธมิตรเพื่อรักษาความคุ้มค่าทางภาษี
Keywords
#battery storage #energy security #supply chain #grid infrastructure #china tech ban
Original Source

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวหลัก

MIT Technology Review