RESEARCH / FUTURE TECH

PsiQuantum เผยแผนสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่โดยใช้เทคโนโลยีแสงและชิปเซมิคอนดักเตอร์

MIT Technology Review14 Jul 2026
1 min read
Key Takeaways
  • PsiQuantum ใช้เทคโนโลยีแสงและการผลิตชิปแบบมาตรฐานเพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้จริง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

หาก PsiQuantum ทำสำเร็จ จะเป็นการเปิดประตูสู่การปฏิวัติการวิจัยด้านวัสดุศาสตร์และยาในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีพลังประมวลผลเหนือกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมหาศาล

PsiQuantum บริษัทสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยนักฟิสิกส์ชั้นนำ กำลังดำเนินแผนการทะเยอทะยานในการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ที่ทำงานด้วยอนุภาคของแสง (Photons) แทนการใช้ระบบวงจรซูเปอร์คอนดักติ้งแบบดั้งเดิมที่คู่แข่งส่วนใหญ่ใช้

จุดเด่นของแนวทางจาก PsiQuantum คือการใช้ประโยชน์จากโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอยู่แล้วในการสร้างชิปควอนตัม ซึ่งจะช่วยให้สามารถขยายขนาด (Scale-up) ระบบให้มีคิวบิต (Qubits) จำนวนมากพอที่จะใช้งานจริงได้ในอุตสาหกรรม เช่น การจำลองโมเลกุลยาที่ซับซ้อนซึ่งปัจจุบันอาจใช้เวลาคำนวณนานนับสิบปี แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ของ PsiQuantum ตั้งเป้าที่จะทำให้เสร็จภายในเวลาเพียง 4 นาที

ปัจจุบันบริษัทได้รับเงินทุนสนับสนุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และกำลังเริ่มก่อสร้างศูนย์คอมพิวเตอร์ในชิคาโกและออสเตรเลีย โดยคาดว่าเครื่องต้นแบบที่พร้อมทำงานจริงจะเปิดตัวได้ในปี 2027 การเดิมพันครั้งนี้ถือเป็นจุดพิสูจน์สำคัญว่าเทคโนโลยีควอนตัมด้วยแสงจะสามารถแก้ปัญหาความผิดพลาดของข้อมูล (Error Correction) และก้าวข้ามขีดจำกัดของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้หรือไม่

สรุปประเด็นหลัก

PsiQuantum พัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์โดยใช้โฟตอน (อนุภาคแสง) เป็นหน่วยประมวลผล

เน้นการผลิตผ่านโรงงานชิปเซมิคอนดักเตอร์มาตรฐานเพื่อการขยายสเกลที่รวดเร็ว

เป้าหมายคือการสร้างระบบที่พร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ภายในปี 2027 ในสหรัฐฯ และออสเตรเลีย

นวัตกรรมและเทคโนโลยี

infrastructure

Photonic Quantum Computing

การใช้แสงในการประมวลผลควอนตัมซึ่งมีความเสถียรและขยายขนาดได้ง่ายกว่าระบบเดิม

Developer Impact
เป็นสัญญาณให้วิศวกรด้านการประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC) เริ่มศึกษาการใช้งาน Quantum Algorithm ในงานด้านจำลองฟิสิกส์และเคมี เนื่องจากฮาร์ดแวร์กำลังเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น
Keywords
#psiquantum #quantum computing #photonics #semiconductors #supercomputing
Original Source

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวหลัก

MIT Technology Review