อุตสาหกรรมสาธารณสุขทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการขาดแคลนบุคลากร ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนพยาบาลและเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอถึง 11 ล้านคนภายในปี 2030 ส่งผลให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์เริ่มนำ Agentic AI เข้ามาปรับใช้มากขึ้น โดยเทคโนโลยีนี้มีความแตกต่างจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในอดีต (เช่น EHR) เพราะสามารถตัดสินใจได้เองในสถานการณ์ที่ซับซ้อน และทำงานได้โดยไม่ต้องรอการป้อนข้อมูลจากมนุษย์ในทุกขั้นตอน
ตัวอย่างที่เห็นผลได้ชัดคือการใช้งานที่ Hospital for Special Surgery (HSS) ในนิวยอร์ก ซึ่งใช้ AI จัดการด้านการเคลมประกันที่ซับซ้อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเคลมจาก 65% เป็น 100% และลดเวลาในขั้นตอนการอุทธรณ์จาก 45 นาทีเหลือเพียง 5 นาที นอกจากนี้ยังมีการใช้ AI ในการคัดกรองและนัดหมายผู้ป่วย (Triage) ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบจะถามคำถามเชิงลึกและส่งต่อข้อมูลให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันที ซึ่งช่วยลดภาระงานที่ไม่ใช่เชิงคลินิกของแพทย์ได้ถึง 90% ทำให้แพทย์มีเวลาดูแลผู้ป่วยในเคสที่ละเอียดอ่อนได้มากขึ้น