Microsoft ได้ประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญของ Azure Local ซึ่งเป็นรากฐานของ Microsoft Sovereign Private Cloud โดยปัจจุบันสามารถขยายขอบเขตการติดตั้งให้รองรับเซิร์ฟเวอร์ได้ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายพันโหนดภายในขอบเขตอธิปไตยทางข้อมูล (Sovereign Boundary) เดียวกัน การอัปเดตนี้ช่วยให้อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติหรืออุตสาหกรรมที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด สามารถรันเวิร์กโหลดขนาดใหญ่ได้ในพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนตัวหรือสภาพแวดล้อมแบบ Edge
หัวใจสำคัญของการอัปเดตนี้คือการรองรับการทำงานทั้งแบบเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตเป็นพักๆ หรือแม้แต่การตัดขาดการเชื่อมต่อโดยสิ้นเชิง (Disconnected Operations) โดยผู้ใช้งานยังคงสามารถควบคุมนโยบาย การเข้าถึง และการตรวจสอบความปลอดภัยได้ภายในเครื่อง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขีดความสามารถด้านความยืดหยุ่น (Resiliency) ผ่านโครงสร้าง Fault Domains ที่กว้างขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ความล้มเหลวของฮาร์ดแวร์ส่งผลกระทบต่อบริการสำคัญในระดับวิกฤต
ในด้านประสิทธิภาพ Azure Local รุ่นใหม่ทำงานบนหน่วยประมวลผล Intel Xeon 6 ซึ่งมีเทคโนโลยี Intel AMX ช่วยเร่งการประมวลผล AI ในตัว ทำให้องค์กรสามารถรันโมเดล AI และการวิเคราะห์ข้อมูลความลับสูงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแยกส่วน และยังคงข้อมูลทั้งหมดไว้ภายใต้การควบคุมของตนเองอย่างสมบูรณ์