AI & MACHINE LEARNING

เพิ่มมิติด้านอารมณ์ให้กับแบบจำลองการขับขี่แบบ Active Inference

arXiv11 Aug 2026
1 min read
Key Takeaways
  • การนำทฤษฎีอารมณ์มาปรับใช้ในโมเดลคณิตศาสตร์ช่วยให้ AI เลียนแบบและคาดการณ์พฤติกรรมการขับขี่ของมนุษย์ได้สมจริงยิ่งขึ้น

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

การที่ AI เข้าใจอารมณ์มนุษย์จะช่วยให้ระบบช่วยขับขี่ (ADAS) และรถยนต์อัตโนมัติสามารถคาดการณ์พฤติกรรมที่ไม่แน่นอนของผู้ขับขี่คนอื่นบนท้องถนนได้ดีขึ้น เพิ่มความปลอดภัยและความลื่นไหลในการจราจร

ระบบ Active Inference เป็นกรอบแนวคิดที่ใช้จำลองพฤติกรรมการปรับตัวโดยรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายและความไม่แน่นอน ซึ่งถูกนำมาใช้ในการจำลองการขับรถของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม โมเดลในปัจจุบันมักขาดการพิจารณาด้านสภาวะทางอารมณ์ (Affective state) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้ขับขี่

งานวิจัยนี้ได้นำเสนอการขยายกรอบแนวคิดด้าน Valence (ความพึงพอใจ) และ Arousal (ความตื่นตัว) เพื่อใช้กับแบบจำลองการขับขี่ที่มีสถานะแบบต่อเนื่อง (Continuous states) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยการประมาณค่าอารมณ์จะไม่พิจารณาเพียงสถานะปัจจุบันเท่านั้น แต่จะพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ผลการประเมินในสถานการณ์การขับขี่โต้ตอบกันพบว่า สัญญาณอารมณ์ที่ระบบจำลองขึ้นนั้นสอดคล้องกับรูปแบบอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริงในมนุษย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบความปลอดภัยและการตอบโต้ของรถยนต์ไร้คนขับ

สรุปประเด็นหลัก

ผสานโมเดลอารมณ์ Valence-Arousal เข้ากับระบบ Active Inference

คำนวณค่าอารมณ์จากสถานะปัจจุบันและการคาดการณ์อนาคต

ทดสอบแล้วพบว่าสอดคล้องกับพฤติกรรมทางอารมณ์ของมนุษย์ในสถานการณ์จริง

นวัตกรรมและเทคโนโลยี

research

Affective Active Inference

การขยายขอบเขตของ Active Inference ให้สามารถประมวลผลด้านความรู้สึกเพื่อใช้ในการขับขี่

Developer Impact
วิศวกรด้าน Robotics และ Autonomous Systems สามารถนำแนวคิดนี้ไปปรับปรุงอัลกอริทึมการคาดการณ์พฤติกรรม (Behavior Prediction) ให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น
Keywords
#active inference #affective computing #autonomous driving #human behavior modeling
Original Source

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวหลัก

arXiv